SEM แสดงผลตรงไหน เวลาลูกค้าค้นหาข้อมูล
เวลาค้นหาใน Google หากเป็นการทำ SEM (Search Engine Marketing) เว็บไซต์ของคุณจะปรากฏในตำแหน่งที่ระบุว่า “โฆษณา” (Ad) ซึ่งมักอยู่ด้านบนสุดหรือด้านล่างของหน้าการค้นหา ทั้งนี้ SEM จะขึ้นตำแหน่งได้ทันทีที่มีการจ่ายเงินค่าโฆษณา และมีการเลือกคำค้นหา (Keywords) ที่กำหนดไว้ ส่วนเว็บไซต์ที่ทำ SEO (Search Engine Optimization) จะปรากฏในส่วนผลลัพธ์การค้นหาปกติ (Organic Search) ซึ่งต้องใช้เวลาในการปรับปรุงคุณภาพและเนื้อหาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับอัลกอริทึมของ Google โดยไม่เสียค่าโฆษณาครับ
ข้อดี-ข้อเสียของ SEM & SEO
หัวข้อ | SEM | SEO |
---|---|---|
ตำแหน่งการแสดงผล | อยู่บนสุดของหน้า (มีคำว่า “โฆษณา”) | อยู่ในผลการค้นหาปกติ อาจอยู่ด้านล่างกว่า SEM |
เวลาเห็นผล | เห็นผลทันทีหลังตั้งค่าและจ่ายเงิน | ใช้เวลานาน (หลายเดือน) ในการผลักดันให้ติดอันดับบน Google |
ค่าใช้จ่าย | มีค่าใช้จ่ายต่อคลิก (CPC) หรือ/ต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง | ไม่มีค่าโฆษณา แต่อาจมีค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ |
ความยั่งยืน | หยุดจ่ายโฆษณาเมื่อไหร่ จะหายจากอันดับทันที | เมื่อติดอันดับแล้ว สามารถอยู่ได้นานหากดูแลคุณภาพเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ |
ความเหมาะสม | เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการผลลัพธ์ระยะสั้น หรือแข่งขันสูงในคำค้นหา | เหมาะสำหรับเป้าหมายระยะยาวและธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนการตลาดในอนาคต |
การปรับเปลี่ยนแคมเปญ | ปรับคำค้นหา (Keywords) และงบประมาณได้แบบเรียลไทม์ | ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที ต้องพัฒนาเนื้อหาและรอการปรับอันดับจาก Google |
คำแนะนำ
สำหรับธุรกิจคลินิกความงามที่มีการแข่งขันสูง การเลือกว่าจะทำ SEM หรือ SEO ดี อาจไม่ใช่คำถามที่แท้จริงที่ควรโฟกัส แต่สิ่งที่ควรถามคือ ควรเริ่มวางแผนทำเมื่อไหร่ถึงจะพร้อมมากที่สุด เพราะทั้ง SEM และ SEO ต่างมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน SEM เหมาะกับช่วงที่ต้องการผลลัพธ์ทันที เช่น เปิดตัวโปรโมชั่นใหม่ หรือต้องการดึงดูดลูกค้าเร่งด่วน ขณะที่ SEO ควรเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว การวางแผนที่ชัดเจน จะช่วยให้เลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสมตามสภาพธุรกิจของคุณในแต่ละช่วงเวลาได้ดีที่สุด